ดาวฤกษ์ประมาณครึ่งหนึ่งในทางช้างเผือกนั้นอยู่โดดเดี่ยว เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ของเรา อีกครึ่งหนึ่งหมุนรอบส่วนที่เหลือ
ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของคลาสไบนารีที่หายากระบบที่เรียกว่าตัวแปรความหายนะ ในนั้น มีดาวฤกษ์ดวงเดียวที่คล้ายกับดวงอาทิตย์โคจรรอบดาวแคระขาว ซึ่งเป็นแกนกลางที่ร้อนและหนาแน่นของดาวที่ตายแล้ว
เมื่อหลายทศวรรษก่อนนักดาราศาสตร์ทำนายว่าสิ่งเหล่านี้ตัวแปรแห่งความหายนะจะต้องขยับและเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกมันก่อตัวเป็นวงโคจรที่คับแคบอย่างไม่น่าเชื่อ ในการสังเกตการณ์ครั้งใหม่ นักวิทยาศาสตร์ได้พบหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับตัวแปรแห่งความหายนะในระยะเปลี่ยนผ่านนี้
พวกเขาถูกเรียกสิ่งนี้เพราะสิ่งที่พวกเขาปล่อยออกมาแสงวาบแปรผันที่นักดาราศาสตร์เชื่อว่าเมื่อหลายศตวรรษก่อนมีสาเหตุมาจากหายนะที่ไม่รู้จักหรือ "หายนะ" ในอวกาศ ที่จริงแล้ว การปะทุเกิดขึ้นเพราะดาวแคระขาวค่อยๆ สะสมหรือกลืนกินสสารจากดาวฤกษ์คู่ของมัน
ระบบที่เพิ่งค้นพบใหม่ที่เรียกว่า ZTFJ1813+4251 มีวงโคจรสั้นที่สุดในบรรดาระบบภัยพิบัติจนถึงปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ค้นพบมันเพราะดาวฤกษ์แต่ละดวงบดบังอีกดวงหนึ่งชั่วครู่หนึ่ง สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดค่าแต่ละอย่างได้อย่างแม่นยำ และทำการจำลองเพื่อดูว่าระบบจะพัฒนาไปอย่างไรในระยะเวลาหลายล้านปี
การจำลองแสดงให้เห็นว่าดวงดาวนั้นในช่วงเปลี่ยนผ่านและดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ "บริจาค" บรรยากาศไฮโดรเจนส่วนใหญ่ให้กับดาวแคระขาว ในอีกประมาณ 70 ล้านปี ดวงดาวจะเคลื่อนเข้ามาใกล้กันยิ่งขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้พวกมันน่าจะมีวงโคจร 18 นาที หลังจากนี้ก็จะขยายตัวและกระจายไปในที่สุด
อ่านเพิ่มเติม:
ดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งกิโลเมตรเข้าใกล้โลก
'แผลเป็น' ยักษ์บนพื้นผิวโลกที่แสดงจากอวกาศ
ปรากฎว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมองของมนุษย์หลังจากอยู่ในป่าหนึ่งชั่วโมง