น้ำตาลมีอันตรายแค่ไหน? ฉันสามารถติดผลิตภัณฑ์นี้ได้หรือไม่? มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร
นักต่อมไร้ท่อ Robert Lustig ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่าน้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายประการ ผลิตภัณฑ์นี้บั่นทอนการเผาผลาญและส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด มีการศึกษาพบว่าน้ำตาลเป็นสิ่งเสพติด
ที่สำคัญกว่านั้นคือความจริงที่ว่าการบริโภคน้ำตาลเป็นประจำเป็นอันตรายต่อร่างกายและทุกระบบ และการปฏิเสธขนมไม่ว่ากรณีใดจะส่งผลดีต่อสุขภาพ
จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่คุณกำจัดน้ำตาลออกจากอาหารของคุณ?
- สถานะของหลอดเลือดและหัวใจจะดีขึ้น... จากการศึกษาในปี 2557 พบว่าผู้ที่ได้รับแคลอรี่ 17-21% จากน้ำตาลที่เติมเข้าไปนั้นมีโอกาสเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ที่จะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้ที่มีแคลอรี 8 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าผลิตภัณฑ์นี้เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์
- น้ำหนักและการเผาผลาญจะกลับมาเป็นปกติ. หากน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปจากนั้นเซลล์จะหยุดตอบสนองต่ออินซูลินที่ผลิตไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวานประเภท 2 สารอีกชนิดหนึ่งที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้คือ – ฟรุกโตส การศึกษาทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าคนที่กินน้ำตาลเป็นประจำจะบริโภคแคลอรี่มากขึ้นต่อวัน นอกจากนี้สารทั้งสองยังทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

- ความชราของผิวและทั้งร่างกายจะช้าลง. โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ไกลเคชั่น (กระบวนการเมื่อโดยน้ำตาลที่ย่อยจับกับโมเลกุลโปรตีน) จะถูกขับออกจากร่างกายเกือบทั้งหมด แต่หากมีน้ำตาลมากเกินไปก็สามารถสะสมและทำลายโปรตีนในเนื้อเยื่อได้ (รวมถึงคอลลาเจนด้วย) ส่งผลให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและมีริ้วรอยเกิดขึ้น นอกจากนี้อวัยวะภายในรวมทั้งหลอดเลือดจะ”แก่ชรา”เร็วขึ้น
- ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง. นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้ค้นพบว่าระหว่างมีความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคน้ำตาลที่เติมเป็นประจำกับการเกิดมะเร็ง พวกเขาได้ข้อสรุปนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากคน 435,674 คน โดยในจำนวนนี้ 42,454 คนเป็นมะเร็งในระหว่างการสังเกตเจ็ดปี โรคนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายของไกลเคชั่นขั้นสูง ซึ่งได้รับการกล่าวถึงข้างต้นแล้ว
- ปรับปรุงอารมณ์และความสามารถทางปัญญา... ทั้งๆที่น้ำตาลอยู่ซักพักช่วยเรื่องเครียดได้ ถ้ากินต่อเนื่อง จะทำให้เกิดอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวลได้ และยังมีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ความจำเสื่อม
เรื่องราวข่าวสารไม่สามารถเทียบเคียงได้กับใบสั่งแพทย์ ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ที่มา: vc.ru